[Fic - KhunWoo] Shadow Lover : Chap 5

posted on 02 Aug 2013 21:25 by talingping-fiction in KhunWoo directory Fiction

 

Title :  Shadow Lover

Author :talingping

Fandom : 2PM

Paring :Nichkhun x Wooyoung

Romantic Suspense

 

 

******เนื้อหาทั้งหมดเป็นไปตามจินตนาการของผู้แต่งเพื่อความบันเทิงเท่านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของตัวละครในเรื่องค่ะ******

 

 

 

Chap 5


 

 

 

 

มินจุนขับรถตะบึงมาถึงโรงพยาบาลในเช้าวันหยุดด้วยความเกรี้ยวกราด มากับคำพูดเจ็บแสบที่พร้อมจะสาดใส่คุณหนูจางทันทีที่พบหน้า

 

ไอ้เด็กร้ายกาจ!!

 

เขาคิดอย่างขุ่นมัวขณะวิ่งเข้ามาในตึกผู้ป่วยฉุกเฉินโดยผ่านประตูกระจกอัตโนมัติด้านหน้าตึก มินจุนนึกโมโหตัวเองที่สัพเพร่าปล่อยให้อูยองหนีออกมาจากโรงแรมและยังขโมยกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือของเขาออกมา เขาเคยได้ยินกิตติศัพท์และวีรกรรมอันแสบสันของอูยองมาบ้างแล้ว แต่เพิ่งจะเคยเจอฤทธิ์เดชกับตัวก็วันนี้เอง

 

มินจุนกดลิฟต์รัว ๆ ขณะเดียวกันก็พยายามทำใจให้เย็นลง เขาต้องไม่ระเบิดอารมณ์ใส่คุณหนูจาง ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะทำตัวไม่ต่างจากหัวขโมยก็ตาม เขาไม่อยากคิดเลยว่าอนาคตของไร่ชาที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้และคนงานนับร้อยคนจะเป็นอย่างไร ถ้าตกอยู่ในมือของเด็กใจแตก กร้านโลก ดื้อรั้น ขี้ขโมย

 

พ่อของเขาเคยบอกว่า ที่คุณหนูจางทำเรื่องแย่ ๆ ก็เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากผู้เป็นอาเท่านั้น คำพูดของพ่อขัดแย้งกับคำพูดที่ฮยอนซอกเคยระเบิดอารมณ์ใส่พ่อเขาในสำนักงานทนายความหลายครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น มินจุนก็เลือกที่จะเชื่อพ่อตัวเอง กระทั่งวันนี้ความคิดเขาก็แตกประเด็นออกไปอีก  ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่อูยองก่อขึ้นในช่วงที่เรียนที่ลอนดอน เขามั่นใจว่าพฤติกรรมเหล่านั้นได้ฝังรากลึกอยู่ในตัวอูยองแล้ว 

 

ทนายหนุ่มวิ่งเดินไปตามทางเดินชั้นสอง เขาเลี้ยวขวาและดันประตูห้องที่มีป้ายสีเงินสลักชื่อนายแพทย์อคแทคยอนอยู่หน้าประตูห้องตรวจคนไข้โดยไม่ขออนุญาต และเขาก็เห็นเด็กคนนั้นนั่งหันหลังอยู่ โดยมีแทคยอนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะทำงาน ก่อนที่เขาจะต่อว่าอูยองด้วยคำพูดร้ายกาจ เขาก็เห็นแก้มขาวซีด ดวงตาหม่นและวาววามบนใบหน้าเด็กหนุ่มเข้าเสียก่อน

 

“คุณหนูจาง” มินจุนก้าวไปยืนข้างโตะแล้วเรียกชื่อเสียงเบา ลืมเรื่องที่อูยองสร้างวีรกรรมเอาไว้ชั่วขณะ เขาหันไปมองแทคยอนเป็นเชิงถาม แต่หมอหนุ่มนั่งเงียบ

 

“คุณหนูจางเป็นอะไรครับ” มินจุนถามอีกครั้ง แม้สติสั่งให้เพิกเฉย ทว่าเขากลับย่อตัวลงข้างเก้าอี้ที่อูยองนั่งอยู่ มองเด็กหนุ่มที่ก้มหน้านิ่งน้ำตาเอ่อคลอเบ้าไหลลงข้างแก้ม มินจุนอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไม่คิดว่าคุณหนูจางผู้ดื้อรั้นจะมีน้ำตา

อูยองกระพริบตาถี่ยิ่งทำให้น้ำตาหลั่งไหลลงมาอีก พร้อมกับเสียงสะอื้นที่พยายามเก็บกลืนไว้ในอก พยายามควบคุมตัวเอง ทว่ากลับไร้ผล ส่วนลึกภายในจิตใจกระตุ้นให้เขาหลั่งน้ำตาออกมา เมื่อนึกถึงสภาพอาคุณที่ยังมีชีวิตอยู่โดยมีท่อและสายต่าง ๆ พันระโยงระยาง

 

ความกลัวกำลังเล่นงานเขาอย่างไร้กาจ เขากลัวเหลือเกินว่ามัจจุราชจะพรากวิญญาณอาคุณไปจากเขาเช่นเดียวกับที่เคยพรากพ่อกับแม่ของเขาไปเมื่อหลายปีก่อน เด็กหนุ่มเงยหน้าที่คราบน้ำตายังทิ้งรอยไว้สองข้างแก้ม เอ่ยถามแทคยอนด้วยเสียงสั่นเครือ

 

“อาการอาคุณเป็นยังไงบ้างครับ” แทคยอนมองญาติคนไข้อย่างพิจารณา

 

ปาฎิหารย์ของนิชคุณไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด


อูยองเป็นเด็กหนุ่มอายุยี่สิบตอนต้น ผิวขาวรูปร่างสันทัด ดวงตารีเรียวดำสนิท เสื้อผ้าที่อูยองใส่อยู่เรียบง่ายทว่าล้วนแต่เป็นแบรนด์ดัง ถึงจะไม่จัดว่าเป็นผู้ชายเข้าขั้นหล่อเหลาแต่ก็ถือว่าหน้าตาดีใช้ได้ เขาสัมผัสได้ถึงจิตใจอันแสนเปราะบาง อ่อนแอ นี่ใช่ไหมคือห่วงที่รั้งนิชคุณจากความตาย

 

"จากผลการ X-ray พบว่ามีกระดูกหักที่ขาด้านขวา หมอได้ดูแลเข้าเฝือกให้เรียบร้อยแล้วนะครับ ส่วนกระดูกสันหลังไม่ได้รับการกระทบกระแทก ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดใด ๆ ซึ่งถือว่าโชคดีมาก ๆ ครับ ถ้าเทียบกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น" แทคยอนหยุดครู่หนึ่งเพื่อให้ญาติของคนไข้เข้าใจอาการก่อนอธิบายต่อ

 

“ใบหน้าของคนไข้ถูกเศษกระจกบาดเป็นแผลลึกบริเวณข้างแก้ม ผมได้ให้หมอผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งรักษาใบหน้าของคนไข้ให้กลับสู่สภาพเดิม”

 

“แต่ข่าวร้ายคือเขาได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ผลจากการเอกซเรย์ทางคอมพิวเตอร์แสดงให้เห็นรอยเลือดออกเล็กน้อยในเนื้อสมอง ซึ่งมีผลกับการมองเห็นของคนไข้” อูยองใจหายวูบ เมื่อฟังแทคยอนพูดจบ

 

“อาคุณจะกลับมามองเห็นเหมือนเดิมไหมครับ”

 

อูยองเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ แทคยอนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด มือหนาวางประสานกันบนโต๊ะ

 

 “เรื่องนั้น..ผมยังตอบคุณหนูไม่ได้ เพราะเราต้องดูอาการของนิชคุณอีกซักระยะนึง” แทคยอนเงียบครู่หนึ่ง มองแววตากังวลของจางอูยองอย่างใช้ความคิด “เพราะอาจเป็นอาการมองไม่เห็นชั่วคราว”

 

การมองไม่เห็นชั่วคราว..มันกินระยะเวลานานแค่ไหนกัน


ความตื่นกลัวท่วมท้นอยู่ภายใน ซึ่งคงจะสื่อถึงหมออคแทนยอนได้  “ที่ผมพูดถึงอาการรุนแรงของคนไข้ ไม่ได้พูดเพื่อให้คุณหนูรู้สึกแย่นะครับ ผมรู้ว่าคุณกังวล เลยคิดว่าพูดตรง ๆ ไปเลยจะดีกว่า คุณจะได้เตรียมใจรับความเจ็บปวดที่รออยู่”

 

เขารู้สึกราวกับมีสิ่งมีชีวิตดิ้นพล่านอยู่ในกระเพาะ ใช้กรงเล็บแหลมคมตะกุยตะกายให้เขาต้องทุรนทุรายอย่างเจ็บปวด ถ้าอาคุณฟื้นขึ้นมาแล้วพบว่าดวงตาที่เคยมองเห็นมาตลอดชีวิตใช้การไม่ได้แม้เพียงชั่วคราว อาของเขาจะรับสภาพตัวเองได้ยังไง

 

*********

 

มินจุนอยากปลอบใจคุณหนูจางในขณะที่เด็กหนุ่มร้องไห้ตอนอยู่โรงพยาบาล ทว่าเขาไม่สามารถทะลุเข้าไปในกำแพงใจที่คุณหนูจางสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นใครก็ตามที่หยิบยื่นความเห็นใจให้ เขามองอูยองที่ใช้เวลาในช่วงเช้าหมดไปการกับยืนอยู่ข้างเตียงนิชคุณจับมือและมองดูผู้เป็นอามีชีวิตอยู่ด้วยเครื่องช่วยหายใจในห้องไอซียู

 

เป็นเวลากว่าสองชั่วโมงที่มินจุนได้รู้จักตัวตนอีกด้านหนึ่งของเด็กในปกครองของนิชคุณในแง่มุมที่เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่จากปากคนอื่น หรือข่าวลือในทางเสื่อมเสียที่เคยเกิดขึ้นเมื่อแปดปีก่อน

 

“เมื่อไหร่อาคุณจะออกจากห้องไอซียูครับ”

 

“เมื่อคนไข้สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ และมีอาการคงที่เป็นที่น่าพอใจของหมอ หลังจากนั้นก็ต้องนอนพักรักษาตัวเพื่อรอดูอาการและทำกายภาพต่ออีกประมาณ 1-2 อาทิตย์”

 

มินจุนยืนฟังคุณหนูจางยืนคุยกับแทคยอนหน้าห้องไอซียู ในขณะที่สายตาอูยองจับจ้องอยู่ที่ร่างนิชคุณไม่วางตา เขาเห็นแววตาอูยองเคร่งเครียด แต่ไม่มีน้ำตาไหลรินออกจากดวงตาคู่นั้นแล้ว ท่าทางที่อูยองแสดงออกทำให้เขาต้องใคร่ครวญเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ของอาหลานสองคนนี้เสียใหม่         

 

“เรากลับกันเถอะครับ”

 

เมื่อหมดเวลาเยี่ยม เขาจึงรีบชวนอูยองกลับโรงแรม เพราะเขากลัวใครจะมาพบอูยองเข้าเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณจางฮยอนซอก

 

*********

 

มินจุนชำเลืองมองคุณหนูจางด้วยความเป็นห่วง มองใบหน้าอันอ่อนล้าซึ่งถูกอำพรางด้วยแว่นตาดำกรอบใหญ่และหมวกแก๊บสีดำ เขาช่วยปรับเบาะให้เอนไปด้านหลัง แต่เด็กหนุ่มเอี้ยวตัวหลบตวัดสายตามองเขาด้วยดวงตาเยือกเย็นผ่านแว่นตาดำอันนั้นแล้วหันตะแคงตัวไปด้านข้างเล็กน้อย ปิดกั้นความห่วงใย เห็นใจ ทุกอย่างที่เขายินดีมอบให้  มินจุนถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน อูยองทำตัวแบบนี้แล้วเขาจะทำตามคำสั่งของคุณนิชคุณได้ยังไง

 

“ถ้าฉันเป็นอะไรไปฝากดูแลอูยองด้วย”


มินจุนครุ่นคิดถึงข้อความในเอกสารที่นิชคุณมอบให้เขาก่อนจะประสบอุบัติเหตุเรื่องที่แต่งตั้งให้เขาเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์แทนหากนิชคุณเสียชีวิตลงก่อนที่หลานชายจะได้รับสิทธิ์ในพินัยกรรมเมื่ออายุครบยี่สิบสี่ปี นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจบินไปลอนดอนเพื่อบอกข่าวของผู้เป็นอาให้คุณหนูจางได้รับรู้

 

ชายหนุ่มเคาะนิ้วลงบนพวงมาลัยขณะรถติดไฟแดง ถ้าเกิดนิชคุณเสียชีวิตกระทันหัน ใครกันจะได้รับผลประโยชน์ และถ้าหากเป็นคุณหนูจางเสียชีวิต ใครจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ ที่แน่ ๆ ไม่ใช่คุณฮยอนซอกแน่นอน เขาใคร่ครวญเนื้อหาในพินัยกรรมของคุณยองบุนระบุไว้ชัดเจนว่า ให้คุณนิชคุณเป็นผู้ปกครองและทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกของคุณหนูจางจนกว่าจะอายุยี่สิบสี่ปี และถ้าหากคุณหนูจางเสียชีวิตก่อนจะได้รับมรดกของผู้เป็นบิดา ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นขององค์กรการกุศลทันที

 

ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น เขามองไม่เห็นว่าหนทางใดจะเป็นประโยชน์กับฮยอนซอกหากสองคนนั้นเสียชีวิตลง เจตนาของคุณยองบุนชัดเจนว่าต้องการยกทรัพย์สินทุกอย่างให้แก่บุตรชาย ซึ่งก็ออกจะแปลกไปสักหน่อยที่ให้คนที่ไม่เกี่ยวพันทางสายเลือดเป็นผู้จัดการมรดก

 

ไม่มีใครเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ทว่าก็ไม่สามารถคัดค้านทำสั่งในพินัยกรรมได้ มินจุนกุมขมับ เขาคงหวาดระแวงจนเกินไป อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับผู้เป็นนายอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณฮยอนซอกก็ได้ นิชคุณอาจจะมีปัญหากับคนงานในไร่ หรือเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทำอยู่ก็ได้

 

มินจุนเลี้ยวรถเข้ามาจอดหน้าตึกโรงแรมระดับห้าดาวก่อนสะกิดเรียกคุณหนูจางเบา ๆ ให้ลงจากรถ ซึ่งเด็กหนุ่มก็ทำตามอย่างว่าง่ายจนเขาแปลกใจ มินจุนมองตามอูยองที่เดินเข้าห้องพักด้วยความกังวล ถ้าจางฮยอนซอกรู้ว่าหลานชายเพียงคนเดียวกลับมาเกาหลี เพียงเพราะรู้ว่าคนที่ฮยอนซอกเชื่ออย่างหมดใจว่าเคยขืนใจอูยองตอนอายุสิบห้าปีประสบอุบัติเหตุจนต้องนอนรักษาตัวในห้องไอซียูจะเป็นยังไง

 

ความคิดที่ว่า