[Fic - KhunWoo] Shadow Lover : Chap 2

posted on 02 Aug 2013 19:45 by talingping-fiction in KhunWoo

 

Title :  Shadow Lover 

Author :talingping

Fandom : 2PM

Paring :Nichkhun x Wooyoung

Romantic Suspense

 

 

******เนื้อหาทั้งหมดเป็นไปตามจินตนาการของผู้แต่งเพื่อความบันเทิงเท่านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของตัวละครในเรื่องค่ะ******

 

 

Chap 2

 

 

 

 

หลังพายุสงบลง ทุกอย่างสงบนิ่งไร้ความเคลื่อนไหวใด ๆ ในอากาศ ไม่มีสิ่งใดขยับเขยื้อนนอกจากหยดเหงื่อที่ไหลรินตามเนื้อหนังมันวาวอย่างเงียบงัน ภายใต้แสงแดดของดวงตะวันที่สาดส่องอยู่บนผืนแผ่นดิน 


อีจุนโฮ ไม่ได้ใส่ใจไอร้อนระอุหรือคราบลื่นของเหงื่อไคลจากหยาดเหงื่อบนผิวของตัวเอง  สมองครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะจัดการกับดินโคลนที่ถล่มลงมาจนกลายเป็นเนินดินขนาดมหึมาในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการไร่อย่างไร


เด็กหนุ่มเดินสำรวจความเสียหายที่กระจัดกระจายไปทั่วทุกหนแห่งหลังพายุได้พัดผ่านไป  พื้นที่หนึ่งในสามส่วนของไร่ชาอันโด่งดังเสียหายอย่างหนัก  ต้นชาที่เคยปลูกเรียงรายตามไหล่เขา บัดนี้ได้จมอยู่ใต้ดินโคลนหลังจากน้ำป่าไหลทะลักลงมา 


ความเสียหายไม่ได้มีแค่ไร่ชาเท่านั้น  โรงเพาะชำตกอยู่ในสภาพพังย่อยยับ  หลังคาโรงเรือนฉีกขาด พื้นด้านหนึ่งทรุดตัวลง  โรงเก็บผลผลิตถูกลมกระชากประตูจนหลุดปลิวไปตกอยู่ข้างทางเดินทอดตัวสู่แปลงทดลอง  ทว่าประตูด้านในมีความแข็งแรงสูงมากจึงสามารถปกป้องผลผลิตที่เพิ่งเก็บเกี่ยวก่อนช่วงพายุเข้าไว้ได้  จุนโฮคิดว่าข้าวของหลายอย่างที่เสียหายจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมโดยเร่งด่วน


ไม่มีใครในไร่ชาโบซองเสียชีวิต  บ้านพักคนงานบางส่วนได้รับความเสียหายเล็กน้อย  คนงานในไร่ที่อาศัยอยู่ใกล้เส้นทางดินโคลนถล่มบาดเจ็บแต่ก็ไม่ได้สาหัสอะไรนัก  บาดเจ็บมากสุดคงจะเป็น ปาร์คจินยอง หัวหน้าคนงานที่มีทั้งรอยช้ำระบม  แผลลึกบนปลายคาง แข้งขาถลอกและมีเลือดไหลซึมจากแรงกระแทกของต้นไม้ที่ไหลมาตามธารน้ำ  แต่เขาก็ยืนยันว่าจะทำงานแม้ขาข้างหนึ่งจะบาดเจ็บจนต้องเดินกระเผลกก็ตาม เช่นเดียวกับคนงานผู้ชายในไร่ที่เหลือ  พวกเขาต่างรู้ดีว่าไร่ชาเป็นหนทางเลี้ยงปากเลี้ยงท้องที่ต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว


ขณะที่เขาเดินสำรวจไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ของไร่ทางทิศใต้ที่ดูจะเสียหายน้อยกว่า  จุนโฮพยายามลากกิ่งไม้ใหญ่ซึ่งโดนกระแสน้ำพัดพามาติดขวางทางหัวหน้าคนงานพาร์คจินยองก็เดินกระเผลกมาหาช่วย  เขาโค้งขอบคุณความมีน้ำใจของหัวหน้าคนงานวัยกลางคนอย่างซาบซึ้ง


ปาร์คจินยองเป็นชายวัยกลางคน ผิวคล้ำ รูปร่างกำยำ คิ้วดกหนาและโก่งงอ ดวงตารีเล็กคู่นั้นมักจะรู้ทันเล่ห์เหลี่ยม จมูกโต ปากหนา คางหักงอคล้ายพ่อมด จนคนงานในไร่ต่างพากันแอบนินทานินทารูปลักษณ์อัปลักษณ์แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่รับประกันโดยภรรยาทั้งสามคนและบุตรชายบุตรสาวห้าคนของเขา


ชายวัยกลางคนที่กำลังกระตือรือร้นช่วยเขาในขณะนี้  ไม่ได้เป็นแค่คนงานรุ่นบุกเบิกแต่ยังเป็นหัวหน้าคนงานตั้งแต่เจ้าของไร่คนเก่ายังมีชีวิตอยู่และยังเป็นคนงานที่นิชคุณไว้ใจและมอบหมายให้เป็นหูเป็นตาดูแลไร่แทนเวลาที่นิชคุณไม่อยู่  ทั้งยังมีสิทธิ์เข้านอกออกในบ้านพักหลังใหญ่ตรงตีนเขาด้วย  สิทธิ์ที่แม้แต่เขาและพัคนัมยงซึ่งเป็นผู้จัดการไร่รวมทั้งคนงานในไร่ยังไม่สามารถเข้าไปได้


หน้าที่นั้นจะตกเป็นของผู้จัดการไร่ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตให้ไปช่วย อึนจอง หลานสาวเจ้าของไร่คนเก่าซึ่งมีอายุอ่อนกว่าจุนโฮสองสามปีซึ่งอาศัยอยู่กับแม่ของเธอและสาวใช้อีกสองคน  นิชคุณจะสั่งให้เข้าไปช่วยงานในบ้านหลังนั้นในบางครั้งบางคราวเท่านั้น  เพราะบ้านหลังนั้นมีแต่ผู้หญิง  ผู้เป็นนายจึงไม่ต้องการให้คนงานผู้ชายเข้าไปยุ่มย่ามในบริเวณนั้น  แต่ถึงนิชคุณไม่สั่งห้ามเขาก็ไม่คิดอยากจะเข้าไปอยู่แล้ว  สัญชาติญาณเตือนให้เขาอยู่ห่างบ้านหลังนั้นไว้


เขาเคยสงสัยว่าทำไมนิชคุณถึงไม่พักอยู่ที่บ้านหลังใหญ่แต่เลือกที่จะออกไปปลีกวิเวกคนเดียวอยู่บนเนินเขา  อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กซึ่งจุนโฮคิดว่ามันน่าจะเรียกว่ากระท่อมมากกว่า แต่ถึงจุนโฮจะอยากรู้แค่ไหนเขาก็ไม่กล้าถามเรื่องส่วนตัวกับนายจ้าง  เพราะเขาทำงานกับนิชคุณมาหลายปีจึงรู้ว่าเรื่องไหนที่ควรรู้และเรื่องไหนควรวางเฉย


“พายุเข้าหนนี้ทำเราเสียหายหนักกว่าทุกครั้งเลยนะครับ”  จินยองชวนคุยขณะเดินสำรวจไร่ด้วยกัน  จุนโฮพยักหน้าเห็นด้วย  เอามือที่เปื้อนโคลนท้าวเอวกวาดตามองพื้นที่ที่เคยปกคลุมด้วยต้นชาสีเขียวชะอุ่ม  ซึ่งภาพเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้วเพียงชั่วข้ามคืน  เขาคิดว่ากว่าจะฟื้นฟูไร่ที่เสียหายให้กลับมาเก็บเกี่ยวผลผลิตได้คงใช้เวลานานหลายเดือน


“ถ้าเราช่วยกัน ผมว่าคงใช้เวลาไม่นานหรอกครับ”  จุนโฮพูดให้กำลังใจชายวัยกลางคนที่ยืนมองภาพเบื้องหน้าด้วยความเสียใจ


คนงานทุกคนต่างรักไร่นี้  จุนโฮก็เช่นกัน  เขาตัดสินใจที่จะมาทำงานที่นี่หลังจากที่เคยมาขอฝึกงานในไร่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีสี่  หลายสิ่งหลายอย่างที่นี่ทำให้เขาหลงรัก  และอยากใช้ชีวิตในแต่ละวันอยู่กับต้นชาที่ปลูกเรียงรายตามไหล่เขา  โอบล้อมด้วยป่าสนซีดาร์ที่จุนโฮรู้ว่าในป่าลึกนั้นมีสัตว์น้อยใหญ่อาศัยอยู่ที่นั่น  เขาค้นพบว่าในดินแดนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นชาและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์เป็นความสุขที่เขาจะหาไม่ได้ถ้าเลือกที่จะทำงานในเมือง


เขาไม่สนใจคำคัดค้านจากพ่อแม่ว่าไม่ควรเอาเกียรตินิยมที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาทิ้งไว้ที่นี่  เขาควรที่จะเลือกทำงานในบริษัทชั้นนำของกรุงโซลที่พร้อมจะอ้าแขนรับเข้าทำงานด้วยความยินดี  พ่อของเขาถึงกับขู่ว่าจะตัดเขาออกจากกองมรดกถ้ายังดื้อดึงจะทำงานที่นี่  แต่จุนโฮกลับไม่ฟังและมุ่งมั่นทำตามความตั้งใจของตนเองต่อไป


นิชคุณเป็นคนให้โอกาสเขามาทำงานที่นี่หลังเรียนจบ  ชายหนุ่มวัยสามสิบสามปีซึ่งอยู่ในฐานะนายจ้างเป็นคนหนุ่มที่เอาจริงเอาจังกับการทำงานสูงมาก  ถึงไร่นี้จะไม่ใช่ของนิชคุณแต่ก็ทุ่มเทดูแลไร่ไม่ต่างจากเป็นเจ้าของ  คนงานในไร่ต่างก้มหัวและยกย่องให้นิชคุณเป็น นายแห่งไร่ชาโบซอง


ไม่เคยมีวันไหนที่นิชคุณหยุดทำงาน  ผู้เป็นนายจะตรากตรำทำงานตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่แตะขอบฟ้าจนกระทั่งแสงตะวันลับหายสู่ทิศตะวันตก  เขาเคยนึกสงสัยว่าทำไมชายหนุ่มหน้าตาดีและขยันขันแข็ง  มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมถึงยังครองตัวเป็นโสดทั้งที่อายุก็ล่วงมาถึงสามสิบสามปีแล้ว  เขานึกเสียดายวัยหนุ่มของนายจ้างที่หมดไปกับการทำงานแทนที่จะแต่งงานมีคู่ครองที่เหมาะสม

“ผมล่ะแปลกใจ ว่าทำไมแนวกระสอบทรายถึงได้พังทลายลงมาได้  นี่ถ้ามันไม่พังนะครับ  น้ำก็คงไม่เข้าท่วมไร่เราหรอก”


“นั่นสิครับ”


จุนโฮรับคำอย่างเห็นด้วย  เขาเองก็แปลกใจว่าทำไมแนวกระสอบทรายที่นิชคุณสั่งให้คนงานในไร่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันน้ำเข้าท่วมโรงเก็บผลผลิตถึงได้ทลายลงมาได้อย่างง่ายดาย ก่อนกลับเข้าที่พักเขาเดินตรวจตรากับผู้จัดการไร่เป็นอย่างดีแล้ว  แต่ไม่เข้าใจว่าพอตกดึกมันถึงได้พังลงมาได้


“หรือจะมีคนพังแนวกั้นน้ำครับ”


จุนโฮชะงัก  เขามองดวงตาชายวัยกลางคนที่ฉายแววกังวล “ทำไมลุงถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ”


“ผมก็ไม่ได้อยากจะคิดอย่างนั้นหรอกนะ”  จินยองใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ซึมตามขมับ  เพ่งสายตามองแนวกระสอบทรายทลายลงมาจนเป็นสาเหตุให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ด้านในของไร่


“แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้  กระแสน้ำแค่นี้มันซัดแนวกระสอบทรายให้พังลงมาขนาดนี้ไม่ได้หรอกครับ” ชายวัยกลางคนชี้ประเด็นที่ตนเองสงสัยให้ชายหนุ่มผู้อ่อนกว่าทั้งประสบการณ์และวัย  จนจุนโฮเองอดที่จะคิดตามไม่ได้


“แล้วนายว่ายังไงล่ะครับ”


“ผมยังไม่ได้คุยกับนายเลย  จริงสิ  คุณจุนโฮ เห็นนายหรือเปล่าครับ  ผมเดินตามหาตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่เจอเลย” 


ลุงจินยองเงยหน้าบวมช้ำเอ่ยถามถึงนิชคุณด้วยความสงสัย  ในไร่ชาทุกคนจะเรียกนิชคุณว่านาย  เป็นคำสั่งที่พี่ชายของนิชคุณสั่งให้คนงานในไร่ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดตั้งแต่สมัยท่านยังมีชีวิตอยู่


“ผมยังไม่เห็นเลยครับ  ผมนึกว่านายอยู่กับลุงซะอีก”


“เปล่าครับ  เนี่ยผมก็ตามหาจนทั่วแล้วนะครับ  ถามใครก็ไม่มีใครเห็น” 


“หรือนายอยู่บนเนินเขาครับ” จุนโฮถามขึ้น 


“ไม่น่าจะอยู่นะครับ  นายห่วงไร่จะตายไป”  จินยองค้าน  นิชคุณรักไร่ชานี้มาก รักและทำงานหนักเพื่อพลิกฟื้นผืนดินที่เคยรกร้างให้เขียวขจีและแผ่ขยายกว้างใหญ่กว่าพี่ชายของนิชคุณเคยสร้างไว้


“แต่จะว่าไปผมไม่เห็นนายมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะครับ  หรือว่าถนนบนเนินเขาจะขาดครับนายเลยลงมาไม่ได้”


“ผมว่าผมจะไปดูซักหน่อยดีกว่า เผื่อเกิดอะไรขึ้น” 


จินยองละมือจากงานที่ทำอยู่ผุดลุกขึ้นตั้งใจจะไปดูนิชคุณด้วยความเป็นห่วง  นิชคุณเหมือนเป็นลูกหลานที่จินยองเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ


“ให้ผมไปดูแทนดีกว่า  ลุงอยู่ที่นี่แหละ”  จุนโฮเสนอตัว  เขามองจินยองที่อยู่ในสภาพบาดเจ็บและก็นึกห่วงว่าชายวัยกลางคนคงจะเดินไปไม่พ้นเขตไร่แน่ๆ 


แต่ยังไม่ทันที่จุนโฮจะเดินออกไป  ก็มีคนงานคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นหาหาเขา


“แย่แล้วครับคุณจุนโฮ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ”


“เกิดอะไรขึ้น”


“มีคนพบรถนายอยู่ตรงเนินผาด้านโน้นครับ”


“ว่าไงนะ”  จุนโฮกับจินยองตะโกนพร้อมกัน


“รีบไปเถอะครับ”


จุนโฮรีบวิ่งไปที่รถโฟล์วิวที่จอดไว้ทันที  คนงานคนนั้นช่วยพยุงจินยองที่วิ่งกระเผลกตามมาจากข้างหลัง  อารามตกใจทำให้จุนโฮลืมความหวาดกลัว ความกังวลเกี่ยวกับภัยภิบัติที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น 


“มีใครโทรศัพท์เรียกหน่วยฉุกเฉินหรือยัง”  จุนโฮถามพลางขณะเปิดประตูรถเข้าไปนั่งด้านคนขับ


“แจ้งแล้วครับ คนอื่นๆ กำลังพยายามเอานายออกมาจากรถ  ผมก็เลยรีบมาแจ้งคุณจุนโฮก่อนครับ”


คนงานเปิดประตูเข้าไปนั่งคู่กับจุนโฮ  โดยมีจินยองนั่งอยู่ทางด้านหลัง  พวกเขารีบเร่งออกจากไร่เพื่อบ่ายหน้าสู่จุดที่พบรถนิชคุณ  โดยไม่ทันสังเกตว่ามีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองพวกเขาจนลับหายออกไปจากไร่

 

******************

 

เหมือนแสงสว่างถูกล้อมรอบด้วยความมืดมน 


เขารู้สึกตัวตื่นขึ้นด้วยความสะลึมสะลือหลังจากสลบไสลเป็นเวลานาน  ตื่นขึ้นพร้อมกับความเจ็บปวดที่รุมเล่นงานเขาจนเจ็บไปทั้งตัว  ความเจ็บมีมากมายเสียจนบอกไม่ได้ว่าเจ็บอย่างไรและเจ็บตรงไหน  ทุกจุดในร่างกายทั้งภายในและภายนอกร้าวระบมจนแทบทนไม่ไหว 


สัญชาติญาณสั่งให้เขาดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการที่ตรึงร่างเขาไว้  พยายามทุกทางแม้จะมองไม่เห็นหนทางใดเลยที่จะรอด ท่ามกลางความมืดมน  ในขณะนั้นเขาคิดว่ามันอาจไม่คุ้มค่ากับความพยายาม แต่เสียงหนึ่งที่แว่วอยู่ในโสตประสาท และเตือนให้เขาเพียรพยายามต่อไป ทำให้เขามีแรงสู้ต่อ


“อาคุณตื่นเถอะ เร็วสิฮะ ไม่งั้นผมไม่รอแล้วนะ” 


เขาครางต่ำจากอกที่ปวดแปลบ พยายามเผยอเปลือกตาขึ้นตอบสนองแต่ก็ทำไม่สำเร็จ  ดวงตาทั้งสองข้างเจ็บแปลบราวกับมีเข็มทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา


 “คนไข้ฟื้นแล้ว โทรตามคุณหมอเดี๋ยวนี้เลย"


เสียงพูดดังขึ้นโดยที่เขามองไม่เห็นตัวคนพูด ความมืดโอบล้อมเขาเอาไว้  พยายามหันไปตามเสียงนั้นแต่ก็ขยับตัวไม่ได้  ฟังคำพูดร้อนรนที่ยังคงดังต่อเนื่องโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร และตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน  และมาได้อย่างไร


“ปาฏิหารย์จริง ๆ ที่รอดมาได้เนี่ย”


ปาฏิหารย์อย่างนั้นหรือ  พวกเขาพูดเรื่องอะไรกัน


คำพูดเหล่านั้นไร้ความหมายและไม่ซึมซับเข้าสู่สมองที่มึนงงและเบลอด้วยฤทธิ์ยา  เขาพยายามเงี่ยหูฟังเสียงต่าง ๆ ที่ดังอยู่รอบตัว และเริ่มแยกแยกเสียงเหล่านั้นเท่าที่พอจะทำได้  เขาได้ยินเสียงหึ่ง ๆ ของเครื่องช่วยหายใจ เสียงอุปการณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ดังปี๊ปยาว ๆ เป็นจังหวะ เสียงพื้นรองเท้าดังเอี๊ยดอ๊าดบนพื้นกระเบื้อง

 

เขาขยับตัวไม่ได้  แขนและขาเคลื่อนไหวไม่ได้  ศีรษะก็เช่นกัน  ร่างกายเขาถูกพันธนาการด้วยสิ่งที่เขามองไม่เห็น  แม้จะจะพยามสักแค่ไหนก็ไม่สามารถดิ้นให้หลุดได้  ชีพจรเต้นตุบอยู่ในหัว เขาหายใจผ่านอุปกรณ์ช่วยหายใจเสียบอยู่บนหน้า  อากาศถูกดูดผ่านท่อในปากเข้าสู่ปอดโดยตรง  เขาพยายามฝืนเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งแต่สูญเปล่า  ทุกอย่างรอบตัวมืดสนิทราวกับตนเองตกลงไปในเหวลึก มืดมิด ไร้แสงเดือน แสงตะวัน  หัวใจเขาเริ่มเต้นแรงขึ้น พลันร่างหนึ่งถลันเข้ามาข้างกายเขาแทบในทันที


“คุณปลอดภัยแล้วนะคะ คุณหมอกำลังมา”


คำพูดไม่กี่คำเชื่อมโยงถ้อยคำเหล่านั้น ผนวกกับเสียงที่ดังอยู่รอบตัวเขาทำให้เขาเข้าใจว่าตอนนี้เขาอยู่ในโรงพยาบาล  แต่มาได้อย่างไรและตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากหาคำตอบในตอนนี้


“ฉันนึกไม่ออกเลยว่า คุณรอดจากอุบัติเหตุรถตกเหวมาได้ยังไง”


ใช่เขานึกออกแล้ว!


ถ้าไม่เป็นเพราะเขาหักหลบต้นไม้ที่โค่นอยู่กลางถนน  รถก็คงไม่เสียหลักจนไถลตกไหล่ทางที่เขาขับรถขึ้นลงบนภูเขาลูกนั้นมาหลายปีได้  รถพุ่งชนเข้ากับต้นไม้และเขาก็โดนกิ่งไม้ฟาดเข้าที่หน้าอย่างจัง  เขาจำภาพที่คิดว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายในโลกที่จะมองเห็นได้ เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อตอนรถกระแทกกับพื้น  ไม่รู้สึกอะไรเลยตั้งแต่นั้นนอกจากถูกครอบงำด้วยความมืดมน  ซึ่งปกป้องเขาจากความเจ็บปวดในการรับรู้จนถึงตอนนี้  พลันภายใต้ความมืดมีสิ่งหนึ่งสว่างวาบขึ้นในความทรงจำ 


“หมอคะ! หัวใจคนไข้เต้นแรงมากเลยค่ะ”


“ช่วยทำให้เขาสงบลงหน่อย”


เสียงทุ้มที่เหมือนจะดังมาจากที่ไกลหลายไมล์ แต่แฝงไปด้วยอำนาจออกคำสั่งกับเธอดังขึ้น


“นิชคุณ นายปลอดภัยแล้ว สงบสติอารมณ์หน่อย”


เขาตั้งใจฟังคำพูดนั้นทุกคำ รับรู้ทันทีว่าใครคนหนึ่งอยู่ตรงนั้น อยู่ใกล้มาก และโน้มตัวลงมาพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร  มือที่เอื้อมมาบีบมือเขาราวกับยืนยันคำพูดนั้นก่อนคลายออก  ความกังวลเริ่มคลายลงด้วยสัมผัสนั้น  เพราะฤทธิ์ยาทำให้เขาจำไมได้ว่าเสียงที่ปลอบประลอมและคอยออกคำสั่งกับพยาบาลในห้องผู้ป่วยคืออคแทคยอนศัลยแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังซึ่งเขารู้จักมานานหลายปี


ความมืดยังเป็นปราการขวางกั้นไม่ให้เขาเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในห้องฉุกเฉินอีกครั้ง ทีมแพทย์ผู้ช่วยชีวิตและพยาบาลตรวจร่างกายอาการเขาอย่างละเอียด  ไม่มีใครคาดคิดว่าชายหนุ่มเจ้าของไร่ชาที่ประสบอุบัติทางรถยนต์เมื่อสองสัปดาห์ก่อนจะฟื้นขึ้นหลังจากหัวใจได้หยุดเต้นลงหลังพาตัวมาส่งโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง  หลังจากที่คนไข้รายนี้ฟื้นขึ้นต่างเป็นที่โจทย์จันทั่วโรงพยาบาลว่าเขาฟื้นขึ้นเพราะปาฎิหารย์


ความเจ็บปวดทุรนทุรายคลายลงเมื่อพยาบาลฉีดยาแก้ปวดให้  ความรู้สึกชาอุ่นวาบอยู่ในกระแสเลือด ไม่นานหลังจากนั้น ความง่วงงุนก็เข้าครอบงำอีกครั้ง  และนำเขาสู่ความว่างเปล่าที่โอบล้อมเขาไว้ด้วยความมืดมิด  เมื่อฤทธิ์ยาแล่นเข้าสู่เส้นเลือด  เขาก็ไม่รับรู้หรือรู้สึกอะไรอีก  ไม่รับรู้ถึงความสูญเสีย ความเจ็บปวดที่เขาต้องทนอยู่กับมันมาตลอดแปดปี  ภายใต้ความเงียบงันและโดดเดี่ยว คำพูดก่อนวันที่พี่ชายจะเสียชีวิตยังคงดังแว่วอยู่ในหู คำพูดสุดท้ายที่ทำให้เขาต้องทำร้ายจิตใจหลานชายเพียงคนเดียวให้แหลกสลายลงในพริบตา

 

“อย่า..ให้อูยองกลับมาที่นี่อีก..”   

 

 

 

***to be continue***


                       

 

Comment

Comment:

Tweet

ฮอลลลล ทำไมพี่ชายต้องไม่อยากให้อูยองกลับมานี้อีกมันเกิดอะไรขึ้นนะ อาคุณรอดชีวิตแล้ว แต่ก็มีโอกาสที่จะกลับมาไม่เหมือนเดิมใช่ไหม
แล้วดวงตาคู่นั้นที่จ้องมองจุนโฮและคนในไร่เป็นใคร จะใช่อูยองที่กลับมาแล้วหรือป่าว
อาคุณหายไวๆนะฮะ

#7 By anty LOVE taec Two on 2015-09-14 22:14

มีคนปองร้ายคุณแล้วก็หวังทำลายไร่ชาแน่ๆ
เหตุผลที่พ่อของอูยองไม่อยากให้กลับมาเพราะรู้ว่ามีอันตรายรึเปล่านะ

#6 By ~iii~ (110.168.135.229) on 2013-08-14 22:14

อะไรกันอ่าาา  ทำไมพ่อด้งถึงไม่อยากให้ด้งอยู่ที่นี้อ่ะ
มันเรื่องอะไรกันเนี่ยยยยย  น่าอ่านมากอ่าาา   ผูกปมได้สุดยอดดดด
แล้วพี่คุณเป็นอาแท้ๆของด้งเลยหรอเนี่ยยย  คุณพระ
ด้งอ่าา...รีบๆกลับมาหาพี่คุณเถอะนะ  ได้โปรด

#5 By kw on 2013-08-12 12:12

จุดนี้ไม่รู้จะสงสารลุงผักที่พี่ปิงบรรยายซะเหมือนลุงแกเป็นพ่อมด 55555
หรือควรจะดีใจกับลุงที่มีเมีย4คน อิ อิ
รู้แต่ว่าจุนโฮน่ารักทั้งกายและใจเลยที่ยอมทิ้งความก้าวหน้ามาหาความสงบ
ถ้าจะให้เดาสาเหตุที่นิชคุณทำงานหนัก ก็อาจเพราะไม่อยากนึกถึงหน้าของหลานที่ตัวเองผลักไสไปด้วยความจำเป็น
ทุกอย่างมันย่อมมีเหตุผลของมันเสมอ แม้เหตุผลนั้นจะไม่เป็นที่ยอมรับ หรือเป็นเหตุผลที่ปิดบังไว้ 
อ่านมาถึงตอนท้ายหลายคนคงอ๋อ ว่าอะไรมันคืออะไร แต่สิ่งนึงที่ปรากฎขึ้นมานั่นคือ ความรัก กับความกตัญญู เมื่อต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความกตัญญูและความหวังดีมักมาก่อนเสมอ เศร้าาาาาาา

#4 By MissNight (171.96.29.211) on 2013-08-04 02:00

เมื่อไหร่อูยองจะกลับมาหาพี่คุณ 

#3 By mymy (110.168.98.77) on 2013-08-03 19:04

ดราม่ามากมาย นิชคุณจะตาบอดเหรอไม่นะ
เปิดตัวครบทีมละ อาคุณกับหลานอูยองเค้าจะได้เจอกันอีกไหม

#2 By nabiya (115.67.69.188) on 2013-08-03 18:08

เปิดตัวละครเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ มากันครบทีมเลย
แต่ดูเหมือนความดราม่าก็จะตามมาด้วยเช่นเดียวกัน
อ่านแล้วมันบีบหัวใจจริงๆเลยค่ะไรท์

#1 By khundong (124.120.54.166) on 2013-08-02 23:52