[SF-KhunWoo] Love Rain

posted on 15 Jan 2013 21:10 by talingping-fiction in KhunWoo directory Fiction
Title: Love Rain 
Short Fic (PG-13) 
Couple: KhunWoo 
Writer: talingping 


แผ่นกระดาษบนโต๊ะว่างเปล่ามาหลายชั่วโมงแล้วและจางอูยองก็คิดว่ามันก็คงจะอยู่ในสภาพนั้นต่อไปอีกนาน 

เขาเริ่มประสาทเสียจนเห็นเลขศูนย์ลอยอยู่เต็มหน้ากระดาษ ถึงจะไม่อยากได้แต่ก็ต้องเผื่อใจไว้อย่างน้อยเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ว่าเขาอาจได้เกรดศูนย์จากวิชาบังคับของอาจารย์ปาร์คจินยอง 

อูยองถอนใจยาวขณะเหยียดแขนบนโต๊ะในร้านคอฟฟี่ชอป ปลายคางมนกดลงบนพื้นโต๊ะกระจกเย็นเฉียบ มือยังคงฝนลายตัวหนังสือด้วยดินสอสองบีบนแผ่นกระดาษพร้อมวาดวงกลมล้อมหัวข้องานที่เขาต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนสัปดาห์หน้าจะมาเยือน 

เพลงรัก 

ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาชิงชังคำนี้เท่าวันนี้มาก่อน ไม่รู้เพราะมันยากเกินไปสำหรับคนถนัดเต้นอย่างเขา หรือเพราะยังพยายามไม่พอกันแน่ เด็กหนุ่มนั่งเซ็งพยายามเค้นอารมณ์ที่คาดว่ามันน่าจะเป็นความรู้สึกที่เรียกว่ารักออกมา แต่จนแล้วจนรอดอูยองก็ทำไม่สำเร็จ 

“นายก็ลองเขียนเพลงจากประสบการณ์ของตัวเองดูสิ” 

อูยองเบะปากใส่กระดาษที่น่าสงสารออกแรงฝนดินสอตรงคำว่ารักให้ดำมากขึ้นจนแทบทะลุแผ่นกระดาษ เมื่อนึกถึงคำแนะนำของคิมจุนซู รุ่นพี่ปีสามเอกดนตรี ถ้ามันง่ายขนาดนั้นเขาคงไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจอยู่แบบนี้หรอก 

ตั้งแต่เรียนมัธยมจนกระทั่งเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เขาไม่เคยมีคนรัก ไม่เคยมีแฟน นอกเหนือจากความรักของพ่อแม่ พี่สาวและเพื่อนฝูงอันน้อยนิดแล้ว เขาก็ไม่รู้จักความรักประเภทอื่นอีก 

“ยากตรงไหน ไม่มีแฟนก็หาเข้าสิ นายจะได้รู้ไง ว่าความรักน่ะเป็นยังไง”
 

นี่ก็อีกคน... 
ถ้าการหาแฟนมันง่ายอย่างที่อีจุนโฮแนะนำล่ะก็ เขาคงมีแฟนไปตั้งนานแล้ว ไม่ต้องเอาคำว่าโสดแปะหน้าผากพกพาไปทุกที่อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หรอก 

อูยองถอนใจหนักหน่วง งานก็ไม่คืบหน้าแล้วก็ยังต้องมากลุ้มใจเรื่องไร้สาระที่ไม่ควรจะมาเป็นประเด็นในชีวิตในตอนนี้ด้วยอีกต่างหาก ก็อย่างว่าใครจะมาชอบผู้ชายหน้าตาจืดชืดอย่างกับเต้าหู้ยัดไส้อย่างเขากัน หน้าตาก็ไม่หล่อ หุ่นก็ไม่ดี กินเข้าไปเท่าไหร่ก็ลงพุงกับไปชุมนุมรวมกันในกระพุ้งแก้มซะอย่างนั้น การเรียนก็งั้น ๆ กีฬาก็ไม่ได้โดดเด่น ฐานะทางบ้านก็ไม่ร่ำรวย แถมยังไม่ชอบสุงสิงกับใครก็เลยไม่ค่อยมีใครคบอีกต่างหาก ใครจะมาคบกับเขาก็บ้าแล้ว ถ้าจางอูยองเป็นแบบรุ่นพี่นิชคุณก็ว่าไปอย่าง 

สองร้อยเมตร... 

อูยองผงกศีรษะขึ้นทันทีเมื่อจู่ ๆ รุ่นพี่ที่เขานึกถึงก็ปรากฏตัวขึ้นที่พิกัดสิบสองนาฬิกา ดวงตารีเรียวจ้องมองร่างสูงโปร่งที่เดินฝ่าสายฝนออกมาจากห้องสมุดซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน อูยองขยับเก้าอี้ให้ชิดกระจกร้านอย่างลืมตัว เบิกตากว้างขึ้นเพื่อมองให้ชัดว่าชายคนนั้นเป็นคนเดียวกับที่เขากำลังคิดถึง 

และก็ใช่อย่างที่เขาคิด... 

อูยองท้าวแขนขวาลงบนโต๊ะก่อนจะเอาหน้ากลมวางลงบนฝ่ามือและเอียงคอมองออกไปนอกร้าน แสร้งทำเป็นมองเม็ดฝนที่พร่างพรมไปทั่วมหาวิทยาลัย แกล้งกวาดสายตามองนักศึกษาหลายคนที่กางร่มเดินออกจากหอสมุดเป็นคู่ ๆ ทว่าเพียงไม่กี่นาทีต่อมาท่าทีเพิกเฉยและทำทีไม่สนใจชายหนุ่มที่ดึงดูดใจเขาตั้งแต่แรกพบก็มีอันต้องพังทลายลง 

ร้อยเมตร...
 

อูยองจำใจต้องยอมรับกับตัวเองว่าไม่อาจละสายตาไปจากนิชคุณที่กำลังเดินก้มหน้าฝ่าสายฝนมาตามทางเดินจากหอสมุดได้ ยังคงจ้องมองแม้จะไม่ได้เห็นซีกหน้าหล่อเหลาสมกับเป็นพระเอกละครเวทีประจำมหาวิทยาลัยเพราะถูกอำพรางไว้ด้วยหมวกเสื้อคลุมสีฟ้าหม่น 

ไม่ได้เห็นคิ้มคมเข้มรับกับนัยน์ตาหวานมีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาชวนหลงใหล ไม่เห็นแม้กระทั่งริมฝีปากอุ่นได้รูปน่าสัมผัส เขาอยากเห็นดวงตาคู่นั้น ดวงตาแสนซื่อ สดใส ทว่ามีอำนาจมากพอจะดึงดูดให้ใครหลายคนหลงใหลและหวาดหวั่นกับพลังอำนาจในตัวผู้ชายคนนั้นจนต้องยอมสยบให้อย่างง่ายดาย 

“พี่คุณอาจจะเป็นปีศาจแปลงกายมา”
 

อีจุนโฮ เคยพูดกับเขาอย่างนั้น ทว่าเขาไม่เคยเชื่อคำพูดเหนือจินตนาการของจุนโฮเลย ถึงบางครั้งเขาจะหวาดหวั่นกับสายตาคู่นั้น แต่ไม่ได้กริ่งเกรงเสียจนหวาดผวาจนต้องถอยห่าง นิชคุณเหมือนดั่งดวงตะวันสำหรับเขา ดวงตะวันที่ฉายแสงเจิดจ้าแม้ยามสายฝนจะโปรยปรายในวสันตฤดู 

ห้าสิบเมตร... 

กาแฟแก้วใหม่ถูกเอามาเสริ์ฟไว้ตรงหน้าเมื่อหลายนาทีก่อน หากอูยองไม่ได้ใส่ใจให้สมกับเงินที่เสียไป กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นไม่ได้เรียกสติเขาให้กลับเข้าร่าง ไม่สนใจเสียงกระซิบจากจิตใต้สำนึกว่าเขาควรลงมือทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จสิ้นก่อนฝนซา อูยองอิดออดและแกล้งทำเป็นไม่สนใจ เพราะรุ่นพี่ที่กำลังวิ่งฝ่าสายฝนน่าสนใจกว่าเป็นไหน ๆ 

อูยองไม่เคยชอบบรรยากาศขมุกขมัวของฤดูฝน ไม่ชอบความชื้นแฉะที่ปูพรมไปทุกที่ที่เขาเหยียบย่าง ไม่ชอบแม้ว่าหยาดฝนจะนำสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ให้เติบโตและมีชีวิต แต่เมื่อแล้วความคิดของเขาได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะอูยองรู้ว่าผู้ชายที่สาว ๆ ในมหาวิทยาลัยทุกคณะหมายปองชื่นชอบฤดูฝน 

เขารู้ว่านิชคุณไม่กลัวการเปียกฝน ไม่กลัวว่าเสื้อผ้าจะชุ่มชื้นไปด้วยละอองน้ำอย่างที่ใครต่อใครหรือแม้กระทั่งเขาไม่ปรารถนาจะเฉียดใกล้ ทั้งที่อูยองไม่นึกชอบฤดูฝน ไม่ชอบเม็ดฝนที่ตกกระหน่ำไม่รู้จักเวล่ำเวลา แต่เขากลับชอบมองภาพนิชคุณเดินฝ่าสายฝนด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับเดินเล่นอยู่ใต้แสงแดด เขามองทุกความเคลื่อนไหวของนิชคุณภายใต้สายฝนพรำยามบ่ายด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม 

ทุกครั้งที่เขาเห็นสายฝนโปรยปรายลงมา เขาจะนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้นเสมอ วันที่เขาพบนิชคุณติดฝนที่ตึกคณะเมื่อตอนเขาอยู่ปีหนึ่ง และเป็นเขาเองที่เอ่ยปากชวนนิชคุณเดินออกมาด้วยร่มสีเหลืองคันเดียวกัน เขายังจำอาการประหม่าของตัวเองได้ ทั้งยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ชัดเจนและระลึกถึงมันเสมอ แต่เขาไม่มั่นใจว่านิชคุณจะยังจำเรื่องพวกนั้นได้หรือเปล่า 

หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเขาก็ยิ่งไม่มั่นใจว่านิชคุณจะจำเขาได้ เพราะถึงเราจะเจอกันอีกครั้งทว่าท่าทีของนิชคุณทำให้อูยองคิดเอาเองว่า เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เป็นความทรงจำอันยิ่งใหญ่ของเขาได้เลือนหายไปจากความทรงจำของนิชคุณหมดแล้ว 

อูยองเหลือบมองร่มสีเหลืองที่เขาใส่ในถังหน้าร้านด้วยแววตาโหยหา มันไม่ใช่ร่มคันเดียวกับที่เราเคยเดินฝ่าสายฝนกลับตึกเรียนมาด้วยกัน แต่เขาก็เลือกที่จะซื้อสีเดียวกันมาใช้ในทุกครั้งที่ของเก่ามีอันต้องพังจนใช้การไม่ได้ นิชคุณลืมไปแล้วก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเขาก็ยังจำได้ก็พอแล้ว 

สิบเมตร...
 

อูยองมองนิชคุณที่ก้มหน้ามองพื้นขณะวิ่งเหยาะ ๆ มาตามทาง มองเรียวขายาวคู่นั้นกระโดดข้ามแอ่งน้ำก่อนจะวิ่งมาตามทางโค้งที่ลาดต่ำลง อูยองกังวลเล็กน้อยเมื่อเสื้อผ้าที่รุ่นพี่ใส่อยู่ไม่สามารถช่วยปกป้องกล้ามเนื้อล่ำสันจากสายฝนได้ เขานั่งลุ้นราวกับดูนักกีฬาโอลิมปิควิ่งฝ่าสายฝนที่เริ่มตกหนาเม็ดขึ้น เด็กหนุ่มนั่งอมยิ้มมองเรียวขายาวคู่นั้นก้าวสลับทีละข้าง มองกระเป๋าเป้กระเด้งกระดอนบนแผ่นหลัง มองดูเสื้อแขนยาวที่ชุ่มชื้นไปด้วยหยดน้ำฝน ถ้าเขาต้องนั่งมองนิชคุณแบบนี้ทุกวันเขาก็ทำได้ไม่รู้เบื่อ 

เมื่อระยะห่างระหว่างเขากับรุ่นพี่เริ่มสั้นลงจนจะเห็นทุกอย่างชัดเจน อูยองมองฝีเท้าที่วิ่งเหยาะๆ ผ่านทางโค้งคับแคบและตรงมายังคอฟฟี่ชอปประจำคณะที่อูยองยึดโต๊ะริมผนังกระจกติดทางเดินริมฟุตบาทสิงสถิตย์อยู่ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา 

สามเมตร... 

เมื่อระยะทางสั้นลงจนมองเห็นนิชคุณวิ่งฝ่าสายฝนชัดขึ้น อูยองรีบคว้ากระดาษแผ่นใหม่ไร้รอยเปื้อนมาวางไว้ตรงหน้าก่อนจะตั้งท่าถือดินสอดำสองบีเหมือนกับว่ากำลังขะมักเขม้นกับแผ่นกระดาษว่างเปล่าตรงหน้า พยายามควบคุมไม่ให้สายตามองไปยังร่างสูงโปร่งที่กำลังเดินย่ำแอ่งน้ำบนถนนด้วยรองเท้าคอนเวิสเก่าเยินคู่เดิมที่รุ่นพี่ใส่เป็นประจำ พยายามไม่มองมือที่กุมสายสะพายเป้สีแดงไว้มั่น ไม่มองเสื้อยืดสีขาวสกรีนลายแดงตรงกลางภายใต้เสื้อคลุมที่เปียกฝนจนแนบกับลำตัว พยายามห้ามหัวใจตัวเองไม่ให้เต้นเร็วแรงขึ้นเมื่อนิชคุณหยุดฝีเท้าและหอบหายใจอยู่หน้ากระจกที่เขานั่งอยู่ 

แต่มันสายไปแล้ว... 

แก้มอูยองแดงซ่านเมื่อนิชคุณเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นสบตาเขาผ่านม่านกระจก 

จางอูยองทำอะไรไม่ถูก นอกจากมองดวงตาคู่นั้นนิ่งนาน ... 

พลันในช่วงวินาทีสั้น ๆ นั้น 

จางอูยองก็ตระหนักว่า เขารักนิชคุณ 

รักมาโดยตลอด... 

 

ฝนลงเม็ดแรงขึ้นเมื่อนิชคุณวิ่งออกมาจากห้องสมุดลัดเลาะไปตามทางเพื่อไปให้ทันนัดกับรุ่นพี่คิมจุนซู ชายหนุ่มยกมือขึ้นปาดน้ำฝนบนหน้าผาก เขานึกว่าน่าจะวิ่งไปถึงคณะดุริยางคศิลป์ได้ก่อนที่ฝนจะตกหนัก แต่เมื่อมาถึงตอนนี้เขาก็หมดหวัง แม้จะวิ่งมาถึงร้านคอฟฟี่ชอปของคณะซึ่งห่างจากตึกเรียนของรุ่นพี่อีกแค่สองตึกแล้วก็ตาม 

น้ำฝนไหลโกรกผ่านหลังคาร้านลงมาไม่ขาดสาย เขากระโดดหลบเข้าในชายคาไม่ให้ตัวเองต้องเปียกไปมากกว่านี้ ชายหนุ่มก้มตัวต่ำหอบหายใจช้า ๆ เขาถอดหมวกเสื้อคลุมที่เต็มไปด้วยละอองน้ำออก ใช้มือขวาเสยเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่ชุ่มฉ่ำแรง ๆ วูบหนึ่งเขารู้สึกว่ามีใครจ้องมองเขาอยู่ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นและสบตาเข้ากับจางอูยอง 

ได้เจอกันอีกแล้ว...
 

นิชคุณยิ้มกริ่ม แต่ก็ต้องทำหน้านิ่งเก็บอารมณ์ที่ลิงโลดให้มันเพลา ๆ ลงบ้าง จะตื่นเต้นอะไรนักหนา มันก็แค่เรื่องบังเอิญที่ได้พบกับรุ่นน้องของพี่จุนซู พี่ชายต่างคณะที่เขาทั้งรักและเคารพ ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบกันซักหน่อยและคิดว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะได้พบใบหน้าหวานยังกับเด็กผู้หญิงของอูยองด้วย ตราบใดที่เรายังคงเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเดียวกัน ตราบนั้นเขาก็ยังคงใบหน้าทรงกลมของเด็กคนนั้นต่อไปอีกเรื่อย ๆ คิดได้ดังนั้นนิชคุณก็เลยผลักประตูเข้าไปในร้านโดยไม่สนใจว่าตัวเองจะเปียกปอนเป็น