[SF-KhunWoo] เด็กหลง...หลงเด็ก[PG-13]

posted on 11 Jun 2011 23:15 by talingping-fiction in KhunWoo directory Fiction

Title :  “เด็กหลง...หลงเด็ก”

Status : Short Fic ฟิคบูชายัญ โปรเจค : My One & Only Huswife Day ลำดับที่หนึ่ง

Author :talingping

Beta reader :

Fandom : 2PM

Paring :Nichkhun x Wooyoung

Genre :

Rate : PG-13

 

ฟิคบูชายัญลำดับที่ 1 ใน 7 เรื่อง ฉลองให้เนื่องในเดือนครบรอบ คุณด้งประกาศไม่แคร์สื่อ ‘My One & Only Huswife’ 

ฟิคป่วง ๆ ตามประสาคนแต่งสติหลุด ๆ

 

 

 

ใคร..อาจจะไม่เข้าใจ
ว่าความสัมพันธ์ของเรา
นั้นมันเป็นเช่นไร
และใคร..อาจจะเข้าใจผิด
และคงคิดไป
และคงเข้าใจตามที่เห็น

**********  *********  *********  **********

 

ในชีวิตผม... 

ทุกอย่างถูกตีกรอบให้อยู่ในสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม 

ทุกอย่างที่ผมทำลงไปล้วนแล้วแต่ได้รับการใคร่ครวญและไตร่ตรองอย่างรอบคอบ 

ถึงแม้ว่าในบางครั้งผมจะหลุดออกนอกเส้นทางที่ผมขีดขึ้น 

ในไม่ช้าผมก็จะกลับไปสู่เส้นทางสายเดิมที่ผมได้เลือกแล้ว 

แต่นั่น...มันก่อนที่ผมจะเจอ เด็กคนนั้น

แค่เด็กผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง...ที่พลัดหลงเข้ามา 

แต่ไม่เคยหลุดออกไปนอกวงโคจรในชีวิตผมอีกเลย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเองดื้อดึงฉุดรั้งเด็กคนนั้นไว้ตั้งแต่แรก 

...หรือ...เพราะเด็กคนนั้นดื้อรั้นดึงดันจะอยู่แม้จะถูกผลักไส 

ผมไม่รู้เลยสักนิด...ว่าเพราะอะไร 

**********  *********  *********  **********

 

 

ผมนิชคุณ  เป็นหนุ่มไทยที่ไปเติบโตในอเมริกา แต่ดันมาทำงานอยู่กรุงโซล ณ ประเทศเกาหลีใต้แห่งนี้ ท่ามกลางผู้ร่วมงานชาวต่างชาติที่ทุ่มเทเหงื่อทุกหยาดหยดไปกับงานและงาน  เพราะผมต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังมาโดยตลอดตั้งแต่อยู่อเมริกา  ผมจึงมักตีกรอบให้ชีวิตตัวเองไม่เดินนอกลู่นอกทางไปมากนัก  แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นเสมอไป  ผมยังทำตัวเป็นหนุ่มโสดนิสัยดีใช้ชีวิตอย่างที่ผมอยากเป็นและอยากทำ  ผมจึงค่อนข้างจะคุ้นเคยกับระเบียบวินัยที่สร้างขึ้นมาบังคับตัวเอง แต่ก็อย่างที่บอก มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป  บ่อยครั้งที่ผมก็แหกกฎที่สร้างขึ้นมาเอง

 

ไม่ต้องมีใครมาบอกผมก็รู้ว่าตัวเองเป็นคนหน้าตาดีขนาดไหน  ไม่อย่างนั้นผมก็คงไม่ได้เป็นนายแบบและดารายอดนิยมในประเทศที่เปิดใจรับคนต่างชาติยากเย็น ชื่อเสียงเงินทองมันหอมฟุ้งจนบางคนอาจหลงใหลและหลงลืมตัวเองไปชั่วขณะ  แต่ไม่ใช่ผม  ผมยังคงใช้ชีวิตที่เหลือว่างอันน้อยนิดอยู่กับตัวเองทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และเฝ้ามองหาคนที่ตัวเองจะ ‘รัก’ เข้าซักวัน

 

เพราะผมหน้าตาดีเกินไปหรือกฎเกณฑ์ในชีวิตมันมากกว่าผู้ชายทั่ว ๆ ไปหรือเปล่า ในวัยยี่สิบสามปีผมก็ยังเป็นโสด  ยังใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหรูหราที่ผมใช้เงินหนึ่งในสามส่วนที่ผมมีไปกับมัน  มันคืออาณาจักรส่วนตัวที่ผมหวังว่าจะใช้มันร่วมกับคนที่ผมรัก

 

“คุณ...เชื่อในพรหมลิขิตมั๊ย” 

 

คำถามไร้สาระที่ผมไม่เคยคิดจะสนใจดังจากปากเพื่อนสาวคนสนิทในเกาหลีเอ่ยถามผมในคืนหนึ่งที่เรานัดทานมื้อค่ำด้วยกัน  ผมไม่มีคำตอบในคำถามนั้น และไม่คิดอยากจะตอบในสิ่งที่ผมไม่เชื่อถือด้วย

 

ดูเหมือนยูอีจะผิดหวังหน่อย ๆ กับความไม่กระตือรือร้นของผม เธอก็เลยหาสิ่งเร้าใจให้ผมสนใจแทน  แหวนเพชรเม็ดเป้งประดับอยู่บนเรือนนิ้วนางข้างซ้ายส่องประกายราวกับเยาะเย้ยชีวิตหนุ่มโสดหน้าตาดีอย่างผม

 

“เรากำลังจะแต่งงาน”  ผมแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง  ผมไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อน  ทั้งที่เราสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาก  ผมยิ้มกว้างแสดงความยินดีด้วยใจจริง  แอบเสียดายหน่อย ๆ ที่ต่อไปรายชื่อเพื่อนที่จะมานั่งทานข้าวและให้ผมปรับทุกข์ด้วยคงลดไปหนึ่งคน  ผมได้แต่ถอนใจเฮือกใหญ่  รู้สึกเจ็บจิ๊ด ๆ ในหัวใจ  ฮั่นแน่ คงคิดว่าผมหลงรักเพื่อนตัวเองล่ะสิ  ผิดถนัด ผมก็แค่รู้สึกเหงาขึ้นมาเท่านั้นเอง

 

หลังจากเราออกมาจากร้านอาหารผมตั้งใจว่าจะไปส่งเธอกลับบ้านแต่เธอกลับปฎิเสธอ้างว่างจะไปหาว่าที่เจ้าบ่าวของเธอ  ผมก็เลยเดินมาส่งเธอหน้าร้าน และเดินวกกลับไปเอารถที่จอดไว้  ทันทีที่ผมขึ้นรถผมก็รู้สึกแปลก ๆ ไปตลอดทางกลับบ้าน  เหมือนมีบางอย่างจับจ้องผมในที่มืดอะไรบางอย่างเสียงกุกกักดังอยู่เบาะหลัง ผมเริ่มไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร  หวังว่าจะไม่ใช่ผีหรอกนะ  แต่ถ้าเป็นผี ก็คงเป็นผีที่หน้าตาน่ารักไม่เบาเลยล่ะ ...

 

ฮ...เฮ้ย!!!

 

โอ๊ย!!

 

ผมเหยียบเบรคทันทีก่อนที่สติผมจะหลุดกระเจิงหันขวับกลับไปมองต้นเสียงซึ่งนอนแอ้งแม้งอยู่ด้านล่างที่นั่งผู้โดยสาร  ผมประตูรถออกแล้วกระชากประตูหลังออกทันที  ผมควรจะดีใจมั๊ยที่ได้รู้ว่าไอ้หน้าซีดขาวที่ลอยหลอกผมตรงกระจกส่องหลังเป็นเด็กผู้ชายตัวขาว สวยยังกับผู้หญิงเลยล่ะ  แก้มกลมสุกปลั่งพอกับจมูกแดงโด่งนั่น แล้วไหนจะปากบางเล็กยื่นใส่ผมมือก็ยังถูหน้าผากจนแดงเถือกอีก  แต่นี่ไม่ใช่เวลามาชื่นชมเด็กแปลกหน้าที่ไหนไม่รู้  ผมกระชากเจ้าผีเด็กลงมากองแทบเท้า ไม่สนใจว่าพอเจ้าเด็กนี่หล่นตุ้บลงมาก็ต้องมาจมลงบนพื้นน้ำสกปรก  ไม่ต้องบรรยายก็คงนึกออกว่ามันไม่เป็นผีเด็กแล้ว แต่เป็นผีดำ ต่างหาก 

 

เจ้าเด็กนั่นยื่นแก้มป่อง แหกปากร้องโวยวายไม่เลิกขณะที่ผมพยายามจะแกะมือที่เหนียวเป็นตีนตุ๊กแกออกไปจากประตูรถผม 

 

“ไม่ลง!!   ให้ผมไปด้วยไม่ได้เหรอ”

 

เวรแล้วไง!!

 

“แต่เราไม่รู้จักกัน นายไปกับฉันไม่ได้เข้าใจมั๊ย”

 

“ไม่เข้าใจ!!”  ผมล่ะอยากจะบ้าตาย มือที่กุมขมับไว้ต้องคอยนวดไม่ให้หน้าผากยับย่น  ปวดหัวตึ้บไม่หายที่จู่ ๆ เจ้าเด็กนี่ก็แอบขึ้นมาบนรถเขา มีเพียงกระเป๋าเป้ใบเดียวสะพายติดตัว  เสื้อยืดสีขาวเลอะไปด้วยดินสกปรก  ไม่ต่างจากกางเกงยีนส์สีซีดขาวเลอะเทอะพอ ๆ กับเจ้าของมัน  แก้มขาว ๆ เปรอะดินเกรอะกรัง  เด็กหลงที่ไหนเนี่ย!!

 

“ถ้านายยังตื้อไม่เลิก ฉันจะจับนายส่งตำรวจ  เข้าใจมั๊ย!!”  ได้ผล  เจ้าเด็กหลงยืนเงียบหน้างอง้ำยืนเช็ดน้ำตาป้อย ๆ ส่งสายตาละห้อยมองผมที่กระแทกประตูรถปิดแล้วบึ่งออกไป  ทิ้งให้เด็กคนนั้นไว้ใต้แสงสลัว และสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมาอย่างไม่ปี่มีขลุ่ย

 

คง..มีเพียงเราสองคน
ท่ามกลางหมู่ดาวมากมาย
ที่รู้กันในใจ

คุณจะทำยังไงหากชีวิตที่แสนจะเป็นระเบียบต้องหยุงเหยิงจนน่าปวดหัว 

เลิกที่จะทำมัน หรือ ทำต่อไป โดยที่ไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม 

ส่วนผมน่ะ...เลือกมันไปเรียบร้อยแล้ว

               

สายฝนตกโปรยปรายลงมาอย่างไม่น่าจะเป็นทั้ง ๆ ที่ช่วงหัวค่ำฟ้ายังเปิดโล่งมองเห็นหมู่ดาวเกลื่อนบนท้องฟ้าอยู่เลย  ผมเกือบมองอะไรไม่เห็นระหว่างทางขับรถ  วันนี้ผมเลิกงานดึกกว่าทุกวันเหนื่อยอ่อนจนพลังงานแทบไม่มีเหลือ แต่ผมก็ยังขอพี่จุนซูผู้จัดการส่วนตัวขับรถกลับบ้านเอง  เพราะผมมีความลับที่บอกเขาไม่ได้

               

ผมตบไฟเข้าข้างทางชะลอรถตรงป้ายรถเมล์  รู้สึกกังวลใจยังไงชอบกล  กวาดตามองหาใครบางคนที่ควรจะรอผมอยู่ที่นี่เมื่อเกือบชั่วโมงที่แล้ว   ผมยุ่งจนกระทั่งไม่มีเวลาจะโทรบอกใครคนนั้นได้ แต่อีกใจก็คิดว่าถ้ารอไม่ไหวก็ไม่ต้องรอ  ถึงแม้จะคิดอย่างนั้นก็อดที่จะชะลอดูเพื่อความแน่ใจไม่ได้

               

และแล้วร่างเล็กที่โชกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำฝนก็เปิดประตูเข้ามานั่งหน้าแฉล้มเคียงข้างผมโดยไม่ทันตั้งตัว  ใบหน้าหวานจ๋อยยิ้มเผล่ทันทีที่เห็นผมทำหน้านิ่งคิ้วขมวดทั้ง ๆที่ในใจโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก

               

“ฉันบอกให้รออยู่ที่ป้ายรถเมล์ ทำไมไม่รอห๊ะ!!”  รู้ทั้งรู้ว่าเอ่ยปากดุร่างเล็กจะได้อาการเงื่องหงอยเป็นหมาเหงาตอบกลับมา  ก็อดจะดุไม่ได้ คนยิ่งเป็นห่วงอยู่ด้วย พอทำงานเสร็จก็รีบโทรหาเพราะกลัวเจ้าตัวเล็กจะรอนาน แต่เจ้าตัวดันไม่รับสายซะนี่ มันน่านัก!!

               

ร่างเล็กเม้มปากเงียบรอยยิ้มทะเล้นจางหาย ดวงตาหลุบต่ำลงเมื่อโดนผมดุ

               

“ก็...เมื่อกี๊...มีผู้ชายไม่น่าไว้ใจมาป้วนเปี้ยน ผมก็เลย..ไปหลบอยู่ตรงนู้น”  นิ้วป้อม ๆชี้ไปด้านหลังป้ายรถเมล์ที่มีตึกสูงตั้งตระหง่าน ผมใจหายวาบ  นึกอยากตบปากตัวเองนัก ทำไมถึงได้งี่เง่าอย่างนี้นี่  ร่างเล็ก ๆ ห่อไหล่ด้วยความหนาว  ตัวเปียกมะล่อกมะแล่กยังกับลูกหมาตกน้ำจนผมนึกสงสารจัดการถอดเสื้อแจ็คเกตของผมออกแล้วคลุมหัวคนตัวเล็กไว้

               

“คลุมไว้จะได้ไม่หนาว”  ซีกหน้าเล็กเอี้ยวหันกลับมาแววตาประหลาดใจมองมาทางผม ก่อนที่จะผวาเข้ามากอดผมซะแน่น เอาแก้มเย็น ๆ มาถูกลาดไหล่ผมอีกต่างหาก  นี่มันคนหรือตัวอะไรกันแน่เนี่ย เฮ้อ!!

 

“ผมรักคุณแฮมที่สุดเลย”

 

ฉันก็รักนาย..เจ้าตัวเล็ก

 

**********  *********  *********  **********

 

มันจำเป็นด้วยหรือ ที่ต้องอยู่ในกฏเกณฑ์
ที่ใครบางคนกำหนด ว่ารักเป็นอย่างไร

 

              

ผมเจ้าตัวเล็ก ไม่ใช่สิ ผมมีชื่อนะ จางอูยอง น่ะเป็นชื่อผม แต่คุณแฟน เอ้ย พี่ชายที่แสนใจดีมักจะเรียกว่า เจ้าตัวเล็ก  ผมก็ว่าผมไม่เล็กนะออกจะใหญ่เบิ้ม เอ่อะ หมายถึงแก้มอ่ะ >///////<

              

  คงสงสัยล่ะสิว่าผมเป็นใคร  ถ้าจำไม่ได้กลับไปอ่านใหม่นะ  ฮ่า ฮ่า

             

 พอจะเดาได้หรือยังฮะ  ผมก็เป็นคนที่แอบย่องขึ้นรถพี่คุณไง  ผมก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น  รู้แต่ว่าผมไม่มีหนทางอื่