[Fic - KhunWoo] Dream : Chap11

posted on 21 Nov 2010 15:45 by talingping-fiction
Title : Dream

Status : LongFic

Author : talingping

Fandom : 2PM

Paring : Nichkhun x Wooyoung

Genre : Romantic Suspense

Rate : NC-17

 

 

**เรื่องที่กำลังจะอ่านบรรทัดต่อไปเป็นฟิค-วาย ถ้าใครรับรักนอกกรอบไม่ได้ กดปิดออกไปได้เลยค่ะ

 

***เนื้อหาทั้งหมดเป็นไปตามจินตนาการของผู้แต่งเพื่อความบันเทิงเท่านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของตัวละครในเรื่องค่ะ

 

 

====================

 

Chap : 11  Risk 1

 


 


 

 

 

รถยนต์ Mercedes Benz SLR แล่นปราดเข้ามาจอดด้านล่างในชั้นใต้ดินของบ้านหลังสีขาวเรียบหรูตั้งอยู่นอกเขตชานเมือง ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ถอดแว่นตากันแดดสีดำออกคล้องไว้กับเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อน พาดเสื้อสูทสีครีมเข้าชุดกับกางเกงสแลคไว้บนบ่า นิชคุณดึงกุญแจรถออกแล้วหย่อนใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตโน้มตัวไปด้านหลังเบาะหยิบกล่องใบโตสองสามใบเรียงซ้อนกันแล้วเอื้อมมือไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลด้านข้างที่นั่งคนขับวางบนกล่องใบบนสุดแล้วประคองยกขึ้นใช้มือขวาดันประตูรถให้ปิดลง

 

 

ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าเดินไปยังลิฟต์ตัวเล็กใช้มือข้างนึงกดปุ่มให้ประตูลิฟต์ชั้นใต้ดินเปิดออกสาวเท้าเข้าไปกดปุ่มเพื่อให้ลิฟต์เคลื่อนที่สู่ตัวบ้านชั้นบน มืออีกข้างประคองกล่องหลายใบไม่ให้ตกลงมานิชคุณก้มมองดูซองเอกสารสีน้ำตาลเหนือกล่องมากมายในอ้อมแขนอย่างอารมณ์ดี ชายหนุ่มเดินผ่านห้องนั่งเล่นที่มีสามหนุ่มจับจองพื้นที่ส่วนตัวอยู่กันคนละมุมห้องต่างคนต่างจดจ่อกับสิ่งที่ตัวเองสนใจ

 

 

จุนซูกำลังนั่งกางเอกสารจนเต็มโต๊ะกระจกตัวเล็ก มือยังใช้ตะเกียบคีบบะหมี่ในชามใหญ่ใส่เข้าปากเคี้ยวแก้มตุ้ย สายตาจับจ้องตัวเลขมากมายหน้าจอแลปทอป  เสียงร้องเพลงบาดหูของแทคยอนดังน่ารำคาญมากกว่าจะไพเราะคลอไปกับเสียงเครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่าอยู่ริมหน้าต่าง ชานซองนอนเหยียดยาวก้มหน้าก้มตาดูแมกกาซีนรถแข่งสลับกับมองมือถือที่วางอยู่ข้างตัว

 

 

โลกส่วนตัวของสามหนุ่มหยุดหมุนลงเมื่อเสียงผิวปากของนิชคุณดังลอดเข้ามาในห้องนั่นเล่นขณะที่ร่างสูงโปร่งเดินผ่าน  เสียงรองเท้าแตะดังสลับจังหวะเดินไปเรื่อย ๆ จนเสียงแผ่วลงตามระยะห่าง สามหนุ่มสองรุ่นต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กหยุดชะงักทุกอย่างที่ตัวเองกำลังทำอยู่ พร้อมใจกันชะโงกหน้าออกไปนอกห้องเงี่ยหูฟังเสียงนิชคุณดังลอยหายไปทางบันไดขึ้นชั้นบนของบ้าน

 

 

“แกได้ยินอย่างที่ชั้นได้ยินมั๊ยวะซู” แทคยอนเอ่ยถามจุนซูแต่สายตายังคงจับจ้องร่างนิชคุณที่เดินผ่านห้องนั่งเล่นไป

 

 

“เออ!!ได้ยิน” จุนซูหันไปมองชานซองที่ชันกายลุกขึ้นนั่งทำหน้าเหวอ พอจะเอ่ยปากถามน้องเล็กอย่างชานซอง เขาปิดหนังสือลงส่ายหน้าพร้อมโบกหนังสือในมือเป็นเชิงห้ามไม่ให้จุนซูหันมาถามตนเอง

 

 

“อย่าถามผม ผมไม่รู้....”

 

 

ชานซองลุกขึ้นยืนโยนหนังสือที่อ่านในมือทิ้งคว้ามือถือใส่กระเป๋ากางเกง เขาก้าวขายาวเร็วไล่ตามนิชคุณที่ก้าวเท้าขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายเตรียมตัวเดินเลี้ยวไปทางปีกซ้ายของบ้านตรงไปยังห้องนอนตัวเอง จุนซูกับแทคยอนต่างวิ่งไล่ตามชานซองอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ข้างหลัง

 

 

“พี่..ชาย...ครับ...”

 

 

ชานซองวิ่งกระหืดกระหอบตามนิชคุณจนทัน  เขาคว้าร่างพี่ชายที่เดินตัวปลิวขึ้นมาชั้นบนทั้ง ๆ ที่แบกกล่องหลายใบอยู่เต็มอ้อมแขน นิชคุณนิ่วหน้าสงสัยที่ทั้งน้องชายและเพื่อนรักต่างวิ่งตามตนเองแถมทำหน้ายังกับถูกผีหลอกยังไงยังงั้น

 

 

“มีอะไร”

 

 

“พวกชั้นต้องถามนายมากกว่าว่ามีอะไร” แทคยอนยืนหอบแฮ่กโดยมีจุนซูยืนเกาะบ่ารั้งท้าย ทุกคนต่างรอคำตอบจากปากนิชคุณ  แต่นิชคุณเพียงยักไหล่ให้แทนคำตอบ  สีหน้าไม่ได้ดูเคร่งขรึมเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวัน

 

 

“ก็ไม่มีอะไรนี่”

 

 

นิชคุณหันหลังปิดประตูใส่หน้าทิ้งไว้แต่เครื่องหมายคำถามเต็มหน้ายาว ๆ ให้สามหนุ่มงุนงงเล่น

 

 

“ทำไมวันนี้มันอารมณ์ดีจังวะ”  แทคยอนหันไปถามจุนซูที่ทำหน้างุนงงไม่ต่างกัน

 

 

“ชั้นจะไปรู้เรอะ  ชั้นก็อยู่กะแกเนี่ยจะไปรู้กับมันมั๊ยห๊ะ” 

 

 

“พักนี้มันทำตัวแปลก ๆ วันนี้มันก็ชิ่งหายไปตั้งแต่ตอนสายไม่รู้ ไปไหน ถามเลขามันก็บอกไม่รู้” 

 

 

“ชานรู้มั๊ยวะ”

 

 

“พี่ทำงานอยู่ด้วยกันทุกวันยังไม่รู้แล้วผมจะรู้มั๊ยครับพี่ซู”  เออก็จริงอย่างไอ้น้องเล็กมันพูด แล้วมันเรื่องอะไรกันล่ะที่ทำให้พ่อรูปหล่อประจำบ้านอารมณ์ดีได้น่ะ

 

 

“ไอ้คุณมันต้องมีซัมติงแหง ๆ”

 

 

 

......

 

 

......

 

 

 

แม้โลกภายนอกจะถูกกั้นไว้เพียงประตูไม้บานเดียว หากไม่ต่างจากกำแพงหินหนาสามารถกักกั้นความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์สามคนได้ ชายร่างสูงเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบพูดคุยด้านนอกมือยังไม่คลายลูกบิดในกำมือ เสียงพูดคุยถกเถียงกันยังดังแว่วให้รู้ว่าทั้งเพื่อนและน้องรักยังพูดคุยอยู่หน้าห้อง  แผ่นหลังพิงประตูหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ชายหนุ่มจะปิดกั้นตัวเองจากความอยากรู้ของคนข้างนอกได้อีกนานแค่ไหนกัน

 

 

แสงไฟสลัวส่องเป็นลำแสงแยงตา ร่างสูงเปิดเปลือกตาขึ้นมองเงาสลัวกลางห้องอย่างโหยหา แม้ภาพลางเลือนเป็นเพียงเงาสะท้อนร่างจริงของคนรักแต่ชายหนุ่มกลับไขว้คว้ามาโอบกอดไว้  ความทุกข์พลันมลายหายเพียงเห็นใบหน้าหวานซึ้งพวงแก้มกลมนุ่มนิ่ม

 

 

“..อูยอง..”

 

รัตติกาลทาบทับแสงอาทิตย์จนดับแสงลง หากห้องกลับไม่มืดมิดแม้ไม่ได้เปิดไฟดวงใหญ่กลางห้อง สายลมเย็นพัดเอื่อยมาจากด้านนอกระเบียงพัดผ้าม่านปลิวไสวพลอยให้ภาพที่ถูกฉายบนผืนผ้าเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต

 

 

นิชคุณมองดูภาพถ่ายของเด็กหนุ่มอายุไม่เกินยี่สิบปีท่วงท่าอิริยาบถหลากหลายด้วยความรักและคิดถึง ชายหนุ่มเอื้อมมือวาดโครงหน้ากลมมนพวงแก้มแดงระเรื่อแลดูอ่อนวัยน่ารักน่าทะนุถนอม รอยยิ้มแสนเศร้าฉายบนใบหน้าเหล่านั้นเกือบทุกรูป นิชคุณจ้องมองลึ